ลำไย

“เคล็ดไม่ลับ” การปลูกลำไยนอกฤดูรายได้หลักล้าน !

“ลำไยปลูกอย่างไร จึงจะทำให้มีรายได้ดี?” “ทำลำไยนอกฤดู” คือคำตอบ

การผลิตลำไยนอกฤดู

   ปัจจุบันปัญหาเรื่องการออกดอกไม่สม่ำเสมอของลำไยสามารถแก้ไขได้ โดยการใช้สารลำไยหรือโพแทสเซียมคลอเรต (Potassium Chlorate) กระตุ้นหรือชักนำการออกดอกของลำไย โดยเฉพาะในแหล่งผลิตลำไยที่จังหวัด ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย พะเยาและจันทบุรี ซึ่งกรรมวิธีการใช้สารโดยการราดทางดิน(ละลายนํ้าแล้วราดภายในทรงพุ่มหรือหว่านสารภายในทรงพุ่มแล้วให้นํ้าตาม) หรือวิธีการพ่นสารทางใบลำไย วิธีใดวิธีหนี่งก็สามารกระตุ้นให้ลำไยออกดอกได้ภายใน 21-35 วัน ซี่งลักษณะของสารโพแทสเซียมคลอเรตหรือสารราดลำไย  สามารถละลายนํ้าได้และละลายในสาร เช่น กลีเซอรอล และ แอลกอฮอร์ ลักษณะเป็นผลึกใสไม่มีสี อาจเป็นผงสีขาวหรือเม็ดสีขาว คุณสมบัติเป็นของแข็ง และเป็นตัวเติมออกซิเจนที่รุนแรงมาก สามารถติดไฟและระเบิดได้เมื่อนำไปบดรวมกับสารอนินทรีย์ชนิดต่าง ๆ เช่น กำมะถัน ฟอสฟอรัส ซัลไฟด์ ปุ๋ยยูเรีย นํ้าตาลทราย เกลือ แอมโมเนียเกือบทุกชนิด และสารตัวเติมออกซิเจนชนิดอื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ สารผสม ดังกล่าวข้างต้น

ข้อสำคัญของการใช้สารผลิตลำใยนอกฤดู
  1. ต้นลำไยต้องมีความสมบูรณ์
เกษตรกรผู้ที่จะทำการผลิตลำไยนอกฤดูต้องบำรุงต้นลำไย ให้มีความสมบูรณ์หลังจากการเก็บเกี่ยวต้องทำการตัดแต่งกิ่ง และใส่ปุ๋ยบำรุงต้นลำไยก่อน การให้สารโพแทสเซียมคลอเรตหรือสารลำไย โดยให้ต้นลำไยมีการแตกช่อใบไม่น้อยกว่า 2 ถึง 3 ครั้ง
  1. ต้องมีแหล่งนํ้า
มีนํ้าสำหรับให้ต้นลำไยในช่วงหลังจากมีการให้สารโพแทสเซียมคลอเรต(สารราดลำไย) โดยเฉพาะในช่วงดอกเริ่มบานและติดผล ถ้าขาดนํ้าจะทำให้ดอกร่วงและผลร่วงทำให้การติดผลน้อย ถ้าในช่วงแล้งหรือฝนทิ้งช่วงต้องมีการให้นํ้า และถ้ามีการใส่ปุ๋ยเคมีก็ต้องให้นํ้าตาม
กรณีการให้น้ำแก่ต้นลำไยนอกฤดู  มีข้อแนะนำ ดังนี้
  • เดือนมิถุนายน เป็นระยะช่วงราดสาร เทคนิคการให้น้ำ รดน้ำบริเวณรากหรือบริเวณที่หว่านสารให้น้ำซึมลึกประมาณ 2 นิ้ว ห่างกัน 3-7 วัน
  • เดือนกรกฎาคม เป็นระยะช่วงออกดอก เทคนิคการให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • เดือนสิงหาคม เป็นระยะช่วงผสมเกสร เทคนิคการให้น้ำ ให้น้ำประมาณ 250 – 350 ลิตรต่อต้น ขึ้นอยู่กับขนาดต้น โดยให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • เดือนกันยายน – ธันวาคม เป็นระยะช่วงการติดผลและการพัฒนาผล เทคนิคการให้น้ำ ให้น้ำประมาณ 250 – 350 ลิตรต่อต้น ขึ้นอยู่กับขนาดต้น โดยให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เป็นระยะก่อนการเก็บเกี่ยว เทคนิคการให้น้ำ ให้น้ำประมาณ 250 – 350 ลิตรต่อต้น ขึ้นอยู่กับขนาดต้น โดยให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือตามความเหมาะสม
  1. ต้นลำไยจะต้องอยูในสภาพใบแก่
อายุของใบลำไยต้องอยู่ในระยะใบแก่จัดคือหลังจากแตกใบอ่อนประมาณ 45 ถึง 60 วัน จะเป็นระยะที่ได้ผลดีที่สุด ถ้าเป็นระยะใบอ่อนจะทำให้ออกดอกน้อยหรือถ้าพ่นทางใบจะทำให้ใบอ่อนไหม้และร่วง
  1. ก่อนการให้สารราดจะต้องงดการให้ปุ๋ย
ก่อนการให้สารโพแทสเซียมคลอเรตไม่ว่าจะพ่นทางใบลำไยหรือให้ทางดิน จะต้องงดการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเคมีในช่วงก่อนการใส่สารลำไย ควรใส่ในช่วงที่ต้นลำไยมีการแทงช่อดอกแล้ว
  1. สารลำไยที่ใช้จะต้องมีความบริสุทธิ์สูง
จะต้องตรวจสอบสารราดลำไยเพราะถ้าเป็นสารผสมจะใช้ในอัตราที่แนะนำไม่ได้ หรือถ้าเป็นการพ่นทางใบจะทำให้เตรียมสารลำบากเพราะจะทำให้ไม่ทราบว่าใช้สารอะไรผสม หรือผสมในอัตราเท่าไหร่ และจะมีผลทำให้หัวพ่นอุดตันด้วย
  1. วิธีการให้สารลำไย
การให้สารลำไยทางดินและการพ่นสารทางใบลำไยใช้ได้กับลำไยทุกพันธุ์ได้แก่ พันธุ์ดอ พันธุ์แห้ว พันธุ์ใบดำพันธุ์ พวงทอง พันธุ์เบี้ยวเขียว พันธุ์สีชมพูและพันธุ์พื้นเมืองการให้สารลำไยทางดินอัตราที่แนะนำอยู่ประมาณ 5-10 กรัมต่อตารางเมตรของทรงพุ่ม รดน้ำบริเวณที่ราดสารลำไยหลังการใส่สารลำไยต้องรักษาความชุ่มชื่น
การราดสารลำไยในช่วงใกล้เคียงกับฤดูกาลปกติเช่นในเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ควรใช้ในอัตรา ส่วนช่วงนอกฤดูควรเพิ่มสารลำไยในอัตราสูงขึ้น
วิธีการราดสารลำไยทางดิน
โดยการหว่านสารลำไยภายในทรงพุ่มแล้วให้นํ้าตามหรืออาจ ทำเป็นร่องรอบทรงพุ่มแล้วให้สารลำไยในร่องแล้วให้นํ้าตามหรือใช้สารลำไยละลายนํ้าแล้วราดในทรงพุ่มก็ได้ และจะต้องมีการใส่ถุงมือและรองเท้าบู๊ตในการราดสารลำไย
การปฏิบัติในการพ่นสารใบ
ความเข้มข้นของสารที่ใช้คือ 1 กรัมต่อนํ้า 1 ลิตร หรือ 200 กรัม (2 ขีด) ต่อนํ้า 200 ลิตร พ่น 2 ครั้งห่างกัน 7 วันต้องเป็นสารลำไย(โพแทสเซียมคลอเรต)ที่ไม่มีการผสมสารอื่น และไม่ต้องมีการผสมสารใด ๆในการพ่น
ควรพ่นในตอนเช้าหรือช่วงอากาศไม่ร้อน ถ้าพ่นช่วงอาการร้อน อาจทำให้เกิดอาการใบไหม้และถ้ามีฝนตก 1-2 วันหลังจากพ่นแล้วควรพ่นสาร ใหม่อีกครั้ง
ควรพ่นสารลำไยในช่วงที่ลำไยมีใบแก่เท่านั้น เพราะหากพ่นสารลำไยในใบอ่อนลำไย อาจออกดอกไม่ดี คือช่อที่แตกออกมาจะมีการพัฒนาใบก่อนแล้วแตกดอกตาม อาจทำให้ช่อดอกสั้นและการพ่นสารลำไย(สารโพแทสเซียมคลอเรต)ควรพ่นให้โดนส่วนของปลายยอดลำไยให้มากที่สุด เพราะจะเป็นจุดที่มีการออกดอก
  1. ช่วงฤดูกาลให้สารลำไย
ในการใช้สารราดลำไยทางดิน หากเป็นช่วงใกล้กับลำไยออกดอกในฤดู คือมีการราดสารในเดือนตุลาคมถึงเดือน กุมภาพันธ์ สามารถใช้สารในอัตราตํ่าสุดได้ เพราะต้นลำไยจะตอบสนองต่อสารราดลำไยได้ดีแต่ช่วงฤดูฝนพบว่า ลำไยมีเปอร์เซ็นต์การออกดอกค่อนข้างตํ่า ในช่วงนี้มีฝนตกมากอาจทำให้เกิดการชะล้างสารราดลำไย และการลำเลียงสารลำไยจากดินเกิดขึ้นน้อย เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศมืดครึ้ม นอกจากนี้การให้ทางดินไม่ควรที่จะผสมนํ้าแล้วราดในช่วงฤดูฝน เพราะในดินมีความชื้นสูงอยู่แล้วจะเกิดอัตราการชะล้างสูง ควรหว่านสารราดลำไยแล้วให้น้ำตามก็พอ และในช่วงฤดูฝนก็ต้องใช้สารลำไยในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หรือใช้ในอัตราสูงที่สุดของคำแนะนำ การออกดอกของลำไยในช่วงที่มีฝนตกติดกันหลายๆวัน พบว่าต้นลำไยมีการผลิช่อดอกช้ากว่าการให้สารลำไยในช่วงเวลาอื่น โดยออกดอกทางด้านทิศตะวันออกก่อน เนื่องจากช่วงเช้าได้รับแสงแดด เนื่องจากเป็นช่วงที่มีฝนตกบ่อยและการทำลำไยออกดอกในช่วงฤดูฝน หลังจากลำไยแทงช่อดอกควรมีการจัดการเรื่องแมลงศัตรูลำไยให้ดี
8.การดูแลต้นลำใยหลังจากมีการให้สารลำไย
  1. ต้องมีการให้นํ้าอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้ต้นลำไยขาดนํ้าโดยเฉพาะในช่วงดอกเริ่มบาน ช่วงติดผลและช่วงพัฒนาการของผล
  2. ต้องดูแลเรื่องแมลงศัตรูลำไยในช่วงที่ลำไยออกดอก
  3. ควรมีการจัดการธาตุอาหารหลังจากต้นลำไยมีการออกดอก เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมี เพื่อบำรุงต้นลำไย
  4. ในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวต้องมีการตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ย เพื่อปรับสภาพของต้นลำไยเพื่อเร่งการแตกใบอ่อน
9.วิธีการตัดแต่งช่อผล
เป็นการแนะนำเทคนิคที่ช่วยทำให้ผลลำไยมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยนายดำรงค์กล่าวว่า การตัดแต่งช่อผล จะเป็นการตัดแต่งช่อผลที่ติดลูกมากไป โดยตัดแต่งให้เหลือเพียงช่อละ 60 – 70 ผล โดยในการตัดแต่งช่อนั้นจะใช้กรรไกร ที่มีลักษณะคล้ายกรรไกรตัดแต่งกิ่งในกรณีที่มือเอื้อมถึง แต่ถ้าเอื้อมไม่ถึง จะใช้กรรไกรตัดแต่งแบบด้ามยาวเข้ามาช่วย
สำหรับหลักเกณฑ์ในการตัดแต่งช่อผลนั้น จะเลือกตัดช่อแขนงและช่อขนาดเล็กทิ้ง เหลือเฉพาะช่อก้านโตที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยหลักเกณฑ์ในการตัดนั้นจะมีด้วยกัน 3 แบบ ดังนี้
1.ตัดช่อทิ้ง 30 เปอร์เซ็นต์ เหลือไว้ 70 เปอร์เซ็นต์
2.ตัดช่อทิ้ง 40 เปอร์เซ็นต์ เหลือไว้ 60 เปอร์เซ็นต์
3.ตัดช่อทิ้ง 50 เปอร์เซ็นต์ เหลือไว้ 50 เปอร์เซ็นต์
ข้อดีของการตัดแต่งช่อผลว่า ในส่วนของข้อดีนั้น ประกอบด้วย ทำให้ผลได้ขนาดใกล้เคียงกัน เช่น A – AA และ AAA อีกทั้งได้ลำไยที่มีสีผิวสวยงาม ช่อสวย ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้ยังทำให้การเก็บเกี่ยวและการคัดเกรดได้ง่าย รวดเร็ว รวมถึงทำให้ราคาผลผลิตต่อต้นสูงขึ้นกว่าเดิมประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการพ่นปุ๋ย ฮอร์โมนและยา เป็นต้น
แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน คือ ต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการตัดแต่งช่อ และเป็นวิธีการที่ต้องฝึกฝนด้วยตนเอง และสุดท้ายคือ ทำให้เกษตรกรเกิดข้อกังวลใจว่า อาจจะเป็นการทำให้ได้ผลผลิตลดลง
“การใช้สารเคมีหรือสารลำไยกระตุ้นการออกดอกของลำไย ผู้ใช้จะต้องมีความระมัดระวัง และให้คิดเสมอว่าสารเคมีที่ใช้ มีอันตราย จะต้องมีการปฏิบัติให้ถูกต้อง และทำอย่างไรกับการใช้สารเคมีให้มีความปลอดภัยสูงที่สุด โดยต้องมีการป้องกันและไม่สัมผัสสารลำไยโดยตรง “การผลิตลำไยในปัจจุบันผู้ผลิตจะต้องคำนึงถึง การลดต้นทุนการผลิตซึ่งสามารถทำได้โ ดยการลดการใช้สารเคมีหรือใช้ให้เหมาะสม และผลผลิตต้องมีคุณภาพ”และการผลิตลำไยในปัจจุบันผู้ผลิตจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ผลิตเอง ต่อผู้บริโภค ต่อต้นลำไยและต่อสภาพแวดล้อม จะทำให้การผลิตลำไยมีความยั่งยืน”
ที่มา : คัดลอกบางส่วนจากหนังสือคู่มือจัดการสวนลำไย
https://www.kasetkaoklai.com/

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *