ห้ามพลาด! “การปลูกหอมกระเทียมได้กำไรงาม”

“หอมแดงและกระเทียม”

เป็นพืชเศษฐกิจที่นิยมปลูกกันมากสำหรับเกษตรกรชาวไร่ชาวสวน ผลผลิตหอมแดงและกระเทียมของคุณสำลีมีขนาดใหญ่ สีสวย เก็บได้นาน และคุณภาพดี สามรถสร้างรายได้หลักแสนต่อไร่

การ เพาะปลูกต้นหอมนั้นทำได้ 2 วิธี คือ ใช้หัวปลูก หรือใช้เมล็ดหว่าน แต่การใช้เมล็ดจะประหยัดกว่า ใช้เวลาในการปลูก 45 วัน แต่ที่นิยมปลูกจะใช้หัวปลูกเพราะระยะเวลาการเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 30-32 วันต้องรดน้ำทั้งเช้าเย็น จนเมื่อต้นเริ่มมีใบยื่นยาว ลดน้ำลงเหลือเพียงวันละครั้ง

เคล็ดลับปลูกต้นหอมให้งามอยู่ที่การคลุมดินให้คงความชื้นไว้ แต่ระบายน้ำได้ดี โดยการนำเอาฟางแห้ง หญ้าแห้ง เปลือกถั่วลิสง หรือแกลบดิน คลุมหน้าดินไว้ ต้นหอมโตเต็มที่สามารถนำมาใช้งานได้ สูงประมาณ 1 ฟุตกว่าๆ ก็ถอนมาได้เลย
1.ขั้นตอนการปลูกหอม
เริ่มต้นจากการเตรียมดิน
ก่อนที่เราจะเริ่มปลูกเราควรเตรียมดิน อย่างน้อย 1 อาทิตย์ โดยไถพรวนดิน ภายในอาทิตย์นั้น ๆ 2 ครั้ง โดย
3 วันไถครั้งหนึ่ง เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วเราก็เริ่มลงมือปลูกเลย
สิ่งที่ต้องเตรียม
1.พันธ์หอมแบ่ง
2.ฟางข้าว หรือ แกลบ
3.อุปกรณ์ทำแปลงผัก เช่น จอบ คราด
เมื่อเราเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างแล้วเรามาลงมือเลย
1.เริ่มจากการไถแปลงขนาดกว้าง 1.5 เมตร ความยาวแล้วแต่ความสะดวกในการรดน้ำ
2.เมื่อไถเสร็จเราก็เริ่มเขี่ยแปลงโดยใช้คราด ให้ดินสม่ำเสมอกัน
3.เมื่อแปลงเรียบดีแล้ว ก็ลงมือ ปักพันธ์ หอมลงในดินเลย ก่อนที่เราจะปักลงเราควรแกะกรีบหอมออกก่อน ระยะห่างระหว่างหัวประมาณ 3×3 ซม
4.เมื่อปักพันธ์หอมเสร็จเราก็นำฟางข้าว หรือ ว่า แกลบ มาคุมแปลง เพื่อดูซับความชื่น ในแปลงผัก
  1. หลังจากนั้นเราก็รดน้ำ เช้า-เย็น
“เตรียมพันธุ์ก็คือปลูกธรรมดา แต่อายุการปลูกจะสั้นกว่า ประมาณ 45 วัน จะได้หัว แต่หัวจะเล็ก แล้วเอาไปแขวนไว้ ไม่ให้อับ จะเก็บได้นานไปถึงช่วงปลูกเอาผลผลิต หัวจะไม่เน่า ช่วงนี้จะเน้นเก็บทำพันธุ์อย่างเดียว เพราะถ้าขายไม่ได้ราคา”
https://www.nstda.or.th/
โรคหอม/กระเทียม
1.โรคหัวและรากเน่า โรคหอมเลื้อย
กระเทียมเริ่มมีใบแก่เหลืองเหี่ยวแห้งไป กาบหัวช้ำเริ่มมีเส้นใยสีขาวขึ้นฟูอยู่บนแผลและตาม รากเน่าเป็นสีน้ำตาลจะทำให้หัวนิ่มเน่าและเนื้อเยื่อยุ่ยมีกลิ่นเหม็น
โรคหอมเลื้อยเป็นโรคที่สำคัญมากโรคหนึ่ง ระบาดทำความเสียหายในฤดูฝน เกิดโรครุนแรงกับหอมหัวใหญ่เกิดโรคปานกลางกับหอมแดงและหอมแบ่งที่ปลูกเพื่อเก็บหัวทำพันธุ์ เป็นโรคเดียวกับโรคใบเน่าแอนแทรคโนส ชนิดที่เกิดจากเชื้อรา C. gloeosporioides โดยเชื้อราชนิดนี้ทำให้เกิดอาการ ใบเน่าและอาการเลื้อยไม่ลงหัวด้วย สำหรับกุยช่ายเป็นโรคใบเน่าแอนแทรคโนสแต่ไม่แสดงอาการเลื้อย ส่วนกระเทียมต้านทานต่อโรคนี้
ลักษณะอาการ
ต้นหอมที่เป็นโรคแอนแทรคโนสหรือโรคหอมเลื้อย เป็นลักษณะอาการที่บ่งบอกถึงอาการเลื้อยไม่ลงหัวของหอมซึ่งจะต่างไปจากอาการโรคใบเน่าหรือโรคแอนแทรคโนสที่กล่าวแล้วคือ มีลักษณะแคระแกร็นไม่ลงหัว หัวลีบยาวบิดโค้งงอใบบิดเป็นเกลียว ส่วนคอมักยืดยาว มีระบบรากสั้นกว่าปกติทำให้รากขาดหลุดจากดินได้ง่าย จึงเกิดการเน่าก่อนถึงเวลาเก็บเกี่ยว หรือเน่าหลังเก็บเกี่ยวอย่างรวดเร็ว บนต้นพืชที่เป็นโรค มักพบแผลเป็นรูปรี เนื้อเยื่อของแผลยุบตัวต่ำกว่าระดับเดิมเล็กน้อย บนแผลจะพบหลุ่มสปอร์ของเชื้อราเป็นของเหลวข้นสีส้มอมชมพู ซึ่งเมื่อแห้งแล้วจะกลายเป็นตุ่มสีดำเล็ก ๆ เรียงซ้อนกันเป็นวงหลายชั้น ที่บริเวณใบ โคนกาบ ใบ คอ หรือส่วนหัว เกิดร่วมกับอาการแคระแกร็น เลื้อยไม่ลงหัวเสมอ
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeeosporioides
การป้องกันกำจัด
  1. ให้ขุดหอมและดินที่เกิดโรครวบรวมไปเผาทำลายเสีย เพื่อป้องกันมิให้ระบาดแพร่ทั่วไป
  2. ในการปลูกหอมหรือพืชอื่นๆในปีต่อไป ในที่ๆมีโรคนี้ระบาด ควรทำการปรับปรุงแก้ไขดินเสียใหม่ โดยใส่ปูนขาวประมาณ 100-200 กก./ไร่ ก็จะช่วยให้โรคนี้ชะงักไปได้ระยะหนึ่งหรือหายไป
  3. ใช้ยาเทอราคลอ, เทอราโซล หรือเทอราคลอซุปเปอร์เอกซ์ราดโคนต้น
  4. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 ปี
2.โรคใบจุด
ลักษณะอาการ
อาการเริ่มแรกใบเป็นแผลจุดกลมหรือรูปไร่ สีน้ำตาลขนาดเล็กมากประมาณ 0.5-1.0 มม. ต่อมาแผลขยายไปตามความยาวของใบ ลักษณะแคบยาว กว้าง 1-2 มม.อาจยาวถึง 5 มม. ตรงกลางแผลสีอ่อนลง ขอบสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบด้วยวงสีเหลือง เมื่อมีความชื้นสปอร์จะงอกและ ตรวจพบสปอร์ของเชื้อราสาเหตุบนแผล ทำให้เกิดแผลสีเทาทั้งด้านบนและด้านล่างใบ บางครั้งตรงกลาง แผลเนื้อเยื่อของใบพืชจะหลุดออกไปเกิดเป็นรู อาการเริ่มแรกมักปรากฎบริเวณใกล้ๆ ปลายใบก่อน ทำให้ปลายใบแห้งเป็นสีน้ำตาล ต่อมาแผลจะลุกลามเข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงโคนใบทำให้ใบแห้งตาย
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา Cercospora duddiae
การแพร่ระบาด
พบการระบาดเป็นครั้งคราว เกิดกับหอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม ทำความเสียหายไม่รุนแรง โรคนี้บางปีสำรวจพบการระบาดบ้างในขณะที่บางปีไม่พบการระบาดเลย
วิธีเก็บรักษาหอม/กระเทียม
1.นำกระเทียมที่ปลูกเองมาทำให้แห้งก่อนเก็บรักษา. การทำให้กระเทียมที่ปลูกทานเองแห้งสนิทก่อนเก็บรักษานั้นจะช่วยรักษารสชาติและมีรสชาติที่เข้มมากขึ้น
ล้างหัวกระเทียมที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาให้สะอาด จากนั้นตากให้แห้งในที่มืดและไร้ความชื้นประมาณ 1 สัปดาห์
คุณสามารถแขวนลำต้นกระเทียมห้อยลงมาเพื่อตากให้แห้งได้เช่นเดียวกัน
2.เก็บรักษากระเทียมไว้ในอุณหภูมิห้อง. คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าควรเก็บรักษากระเทียมไว้ในตู้เย็น ซึ่งที่จริงแล้ววิธีเก็บรักษากระเทียมที่ดีที่สุดคือเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 16°C[2]
ไม่ควรแช่กระเทียมไว้ในตู้เย็น เพราะจะทำให้หัวกระเทียมเน่าเสียได้ง่าย การแช่หัวกระเทียมไว้ในตู้เย็นจะเพิ่มความชื้นให้กระเทียมและทำให้กระเทียมขึ้นราได้
หากต้องการเก็บรักษากระเทียมไว้ในตู้เย็น ให้หั่นหรือสับกระเทียมแล้วใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด โดยสามารถเก็บรักษาได้ระยะหนึ่ง แต่หากเป็นไปได้ให้ใช้กระเทียมให้หมดโดยเร็วที่สุด ไม่ควรนำไปแช่แข็ง เพราะจะทำให้ความเข้มข้นและรสชาติของกระเทียมเปลี่ยนไป
3.เก็บรักษากระเทียมไว้ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทดี. การเก็บรักษาหัวกระเทียมไว้ในที่ที่ถ่ายเทอากาศได้สะดวกจะทำให้กระเทียมได้ระบายลมและยืดอายุกระเทียมได้สามารถเก็บรักษาหัวกระเทียมไว้ในตาข่ายหรือตะกร้าลวด ชามใบเล็ก ๆ ที่มีรูระบายอากาศ หรือแม้แต่ในถุงกระดาษ อย่าเก็บรักษาหัวกระเทียมไว้ในถุงพลาสติกหรือภาชนะที่มีฝาปิด เพราะจะทำให้กระเทียมขึ้นราและมีหน่องอกออกมาได้
4.เก็บรักษากระเทียมไว้ในที่มืดและแห้ง. บริเวณที่เหมาะสมในการเก็บรักษากระเทียมคือตู้ครัวและมุมที่ร่มในห้องครัวเก็บรักษากระเทียมให้ห่างจากแสงแดดหรือความชื้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กระเทียมมีหน่องอกออกมา
https://th.wikihow.com/

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *