รู้จัก “ยาร้อนยาเย็น” ให้มากขึ้นกว่าที่คุณเคยรู้ !

ยาร้อนยาเย็นคืออะไร??

“ยาร้อน​” เป็นภาษาชาวบ้าน​ พ่นยาไปแล้วทำให้พืชใบไหม้​ ดอกร่วง​ กลีบดอกไหม้ ชะงักการเจริญเติบโต ถ้าเป็นภาษาวิชาการเรียก​ ความเป็นพิษ​ต่อพืช​ (Phytotoxicity)​ ส่วนใหญ่มักเป็นยาที่มีสูตร  EC เช่น คลอไพริฟอส 40% EC, ไซเปอร์เมทริน 35%EC, อะบาเมกติน 1.8%EC ฯลฯ

“ยาเย็น”

ยาเย็นมีคุณสมบัติตรงข้ามกับยาร้อน คือจะไม่ส่งผลกระทบในทางลบกับพืช โดยส่วนใหญ่จะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลดความเป็นพิษที่เกิดจากการใช้ตัวทำละลาย (solvent) ปริมาณมากในสูตร EC เช่น โพรคลอราซ 45%EW, อีมาเมกติน เบนโซเอท 2.0%ME เป็นต้น และมีอีกหลายๆสูตรที่ไม่ใช่ สูตร EC เช่น เอกซะโคลนาโซล 5%SC, โอเมทโทเอท 50%SL, ฟีโปรนิล 5%SC, บิวทาคลอร์ 60%EW เป็นต้น

ความเป็นพิษต่อพืช (Phytotoxicity) มีความหมายว่าผลของผลิตภัณฑ์ เช่น สารกำจัดศัตรูพืช ที่เป็นเหตุให้เกิดความเป็นพิษต่อพืช ทั้งที่แสดงอาการชั่วคราว หรือเป็นระยะเวลานาน
การประเมินผลกระทบความเป็นพิษต่อพืช ได้ถูกบังคับในขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพสารกำจัดศัตรูพืช ไม่ว่าจะเป็นสารกำจัดแมลง ไรศัตรูพืช สารกำจัดเชื้อราสาเหตุโรคพืช และสารกำจัดวัชพืช โดยในการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรนั้น นอกจากจะวางแผนการทดลองประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัทว่ามีประสิทธิภาพอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่เคยแนะนำให้ใช้อยู่ก่อนหน้านั้น เช่น การทดสอบประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดหนอนห่อใบข้าว จะต้องมีสารเปรียบเทียบที่แนะนำสำหรับป้องกันกำจัดหนอนห่อใบข้าว ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ (Mode of action) เช่นเดียวกับ หรือใกล้เคียงกับสารที่จะนำมาขึ้นทะเบียน และมีกรรมวิธีที่ไม่ใช้สารเปรียบเทียบด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีการบันทึกข้อมูลความเป็นพิษของผลิตภัณฑ์ต่อพืชด้วย อาการของพืชที่แสดงออกที่เกิดจากความเป็นพิษของสารต่อพืช เช่น
  • การพัฒนาการของพืช เช่น การใช้สารคลุกเมล็ด รองก้นหลุม หรือการพ่นสารกำจัดวัชพืช อาจมีการบันทึกการเจริญเติบโตทั้งต้น ตั้งแต่หลังงอก จนถึงเก็บเกี่ยวว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งระยะเวลาในการงอก อัตราความงอก ระยะเวลาออกดอกช้าหรือเร็ว การติดผล การสุกแก่ หรือการแสดงออกของใบ ดอก ผล การวัดผลอาจใช้วิธีวัดอัตราการงอก จำนวนต้นที่แสดงอาการผิดปกติ
  • สีของพืช ทุกส่วน ทั้งใบ ดอก ผล ทั้งต้น เช่น ผู้เขียนเคยทดสอบสารเคมีจุ่มรากมะเขือเทศก่อนย้ายกล้า ปรากฏว่าถ้าแช่สารเคมีที่เข้มข้นสูง หรือนานเกินไป ต้นมะเขือเทศจะเปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งต้น บางต้นตาย บางต้น สามารถฟื้นกลับมาเป็นปกติ
  • ใบไหม้ ใบร่วง ดอกร่วง ยอดบิดเบี้ยว ผลร่วง ใบ ดอก ผลบิดเบี้ยวเสียรูปทรง
ความเป็นพิษต่อพืชของสารฆ่าแมลง​ มีปัจจัยที่เกี่ยวของอะไรบ้าง
1.สูตรของสาร สารที่มีตัวทำละลายเป็นอิมัลซิไฟเออร์ คือสารที่เติมเข้าไปเพื่อให้สารออกฤทธิ์ที่ไม่ละลายน้ำ ให้สามารถละลายเข้ากันกับน้ำที่เรียกว่าสูตร EC (รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมได้ที่ผู้เขียนเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้) เนื่องจากสูตรนี้มีตัวทำละลายที่เป็นสารอินทรีย์กลุ่มไฮโดรคาร์บอนที่มีโครงสร้างเป็นน้ำมันเบนซีน (วงแหวนเบนซีน) เป็นส่วนประกอบ จึงมีโอกาสเกิดความเป็นพิษมากกว่าสูตร อื่น นอกจากนี้ยังมีสูตร ผงละลายน้ำ (WP) เนื่องจากหลังจากพ่นไปบนใบพืชจะไหลมารวมกันที่ปลายใบ ทำให้ปลายใบได้รับสารเข้มข้นมากกว่าจุดอื่น จึงมักเกิดอาการเกิดพิษได้ นอกจากนี้แล้วสูตรอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่เกิดความเป็นพิษ อาจเกิดได้ถ้าใช้ในอัตราสูงกว่าคำแนะนำ อีกประเด็นหนึ่งสารเคมีสูตรเดียวกันแต่บางบริษัทพ่นแล้วไม่เกิดพิษต่อพืช แต่อีกบริษัทอาจเป็นพิษก็ได้ เนื่องจากตัวทำลาะลายมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน
2.เกิดจากตัวสารเคมีเอง ได้แก่ สารที่มีสูตรโครงสร้างมาจากกลุ่มเบนซอยยูเรีย เช่น ไดฟลูเบนซูรอน คลอร์ฟลูอาซูรอน โนวาลูรอน ลูเฟนนูรอน ฯลฯ กลุ่มนี้ถ้าใช้ในอัตราสูงอาจเป็นพิษในช่วงพืชออกดอก หรือติดผลโดยเฉพาะผลไม้ที่มีไข หรือมีนวล (คะน้า องุ่น น้อยหน่า)
3.อัตราการพ่น การพ่นสารในอัตราสูงคือการพ่นละอองสารที่โตเกินไป ทำให้พืชได้รับสารเคมีเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งอาจเรีกว่า พ่นมากจนเป็นการรดน้ำให้พืช เช่น การพ่นคะน้า 1 ไร่ ถ้าพ่นแบบใช้เครื่องยนต์พ่นสารแบบแรงดันน้ำสูง จะใช้อัตราการพ่นประมาณ 100 -120 ลิตรต่อไร่ แต่เกษตรกรพ่นถึง 200 ลิตรต่อไร่ ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดความเป็นพิษต่อพืช
4.​ ความถี่ในการพ่น​ พ่นยาถี่เกินไป​ สารเคมีจัดเป็นสิ่งแปลกปลอมของพืช​ เมื่อพืชได้รับเข้าไป​ จะมีการขับออกมาทางปากใบ (พร้อมการคายน้ำ)​ จะนานกี่วันขึ้นอยู่กับค่าครึ่งชีวิตของสารนั้น​ รวมถึงสภาพแวดล้อม(แสงแดด​ น้ำฝน​ หรือการให้น้ำ)​ ถ้าพืชยังขับสารเก่าออกมาไม่หมดแต่เราพ่นซ้ำเติมสารเข้าไปเพิ่ม​ ก็เกิดพิษได้แสงแดด ปริมาณน้ำฝน หรือการให้น้ำ บางครั้งพืชยังขับถ่ายไม่หมด สารเคมีก็ถูกเติมลงไป ทำให้เกิดพิษต่อพืชได้
5.ช่วงอายุของพืช​ ช่วงวิกฤติของพืชคือ​ ช่วงออกดอก​ ติดผลอ่อน​ (ข้าวช่วงตั้งท้องออกรวง)​ ช่วงแล้งพืชขาดน้ำ​ การพ่นยาบางตัวช่วงนี้อาจเกิดการเป็นพิษได้
6.​ การผสมสารหลายชนิดเกินไป​ การผสมสารหลายชนิดอาจทำให้เกิดพิษกับพืชได้​ เช่น​ การผสมสารกำมะถัน(ซัลเฟอร์ : S เป็นธาตุที่มีคุณสมบัติร้อน​ ใช้ทำดินปืนไง)​ หรือ​ สารเคมีกลุ่มออแกโนฟอสเฟตที่มีองค์ประกอบของซัลเฟอร์​ เช่น​ ไดเมโทเอต โอเมโธเอต​ เฟนโธเอต​ โปรฟีโนฟอส คลอร์ไพริฟอส​ ไตรอะโซฟอส​ เป็นต้น​สารกลุ่มออแกโนฟอสเฟต​ กับพวก​ ไวท์ออย ปิโตรเลียมออยด์ ทำให้เกิดพิษได้​ หรือการผสมสารสูตรEC ถ้าผสมกันหลายตัว​ ก็อาจทำให้เกิดพิษได้
  1. สภาพแวดล้อมขณะพ่น​ เช่น​ พ่นตอนแดดจัดอากาศร้อน​ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดพิษกับพืชได้(ตอนแดดจัดอากาศร้อนพืชจะคายน้ำเยอะเพื่อรักษาอุณหภูมิในใบ​ ไม่ให้ร้อนเกิน(เหมือนคนเหงื่อออกเพื่อระบายความร้อน)​ ให้ให้พืชใบเหี่ยว​ พอได้รับสารเคมีเข้าไป​ น้ำในใบพืชน้อยทำให้ยาเข้มข้นกว่าช่วงที่พืชไม่เหี่ยว​ จึงเกิดความเป็นพิษได้

**จะเห็นได้ว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้สารเคมีที่เราพ่น​ มีความเป็นพิษต่อพืช​ เพราะฉะนั้น​ การจะไปถามหายาร้อน​ ยาเย็น​ จากร้านขายเคมีเกษตร​ บางทีเขาบอกเป็นยาเย็นแต่เอามาฉีดแล้วพืชใบไหม้ อันนี้ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบทั้งเจ็ดข้อที่กล่าวมาด้วย​ ทางร้านเองถ้าจะขายยาที่มีความเสี่ยง​ว่าเป็นยาร้อน​(ตามข้อ1และ2)​ ควรจะสอบถามข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตด้วย​ เพราะตัวทำละลายหรือ EC ของแต่ละบริษัทอาจจะมีคุณภาพแตกต่างกัน​ น่าจะมีหลายเกรดนะ​ หรือ​ ทางบริษัทผู้ผลิตเอง​ ควรจะให้ข้อมูลการใช้ในแต่ละพืชแก่ร้านค้า​ด้วย​ เนื่องจากแต่ละพืชมีความทนทานไม่เท่ากัน​ เพราะว่าฉลากยาส่วนใหญ่จะบอกไว้แค่พืชชนิดเดียว​

*** สำหรับชาวนา​ ข้าวเป็นพืชไร่​ ค่อนข้างจะทน​ กว่าพืชสวน​ ไม้ดอก​ พืชผัก​ ค่อนข้างเยอะ​ แต่ถ้าเทียบกันของแต่ละพันธุ์​ จะให้ข้อสังเกตุไว้หน่อย​ เช่น​ พันธุ์ที่ใบใหญ่อย่าง​ กข49 ใบไหม้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นนะ

สิ่งสำคัญนั้น

การใช้ยาร้อนหรือยาเย็นให้มีประสิทธิภาพและมีผลกระทบต่อพืชน้อยที่สุด ควรเลือกยาให้ถูกกับศัตรูพืช ใช้ในอัตราที่ถูกต้อง พ่นในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็จะสามารถป้องกันและรักษาผลผลิตของเราได้ดีมากขึ้น

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *